คำถามโหดๆ (ทำคุณหน้าซีด) ตอนสมัครงานที่ใหม่

หลังทำงานที่เดิมไปได้สักพักใหญ่ จะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ ในที่สุดคุณก็ยื่นใบลาออก และออกมาสมัครงานที่ใหม่คุณได้เปรียบตรงที่มีประสบการณ์มากกว่าเด็กจบใหม่ แต่ก็ต้องเจอคำถามหินๆ ที่อาจทำให้คุณตกสัมภาษณ์ได้ง่ายๆ ลองมาดูสิว่าคุณต้องเจออะไรบ้าง …
      อะไรทำให้บริษัทเรามั่นใจว่าถ้ารับคุณแล้ว คุณจะไม่ลาออก และทำให้เราต้องเสียเวลาหาคนใหม่อีก

      คุณอาจเป็นคนชอบความท้าทายมาก…มากเสียจนทำให้บริษัทใหม่เริ่มไม่แน่ใจว่า บริษัทเขาจะน่าค้นหาสำหรับคุณมากแค่ไหน ลองตอบว่า…
      “ก่อนหน้านี้ดิฉันทำงานหลากหลายก็จริง แต่การลาออกมีเหตุผลทุกครั้งยิ่งที่นี่มีแนวทางการทำงานที่ชัดเจน รอดผ่านวิกฤตมาแล้วก็หลายครั้ง ถ้าได้ร่วมงานกับบริษัทที่มีความสามารถขนาดนี้ ก็คงทำให้ดิฉันได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ที่น่าสนใจมาก เป็นใครก็คงไม่คิดอยากลาออกแน่นอนค่ะ
       “ก่อนหน้านี้รู้สึกว่าตัวเองยังขาดคุณสมบัติหลายอย่างที่ใช้ในการทำงาน ดิฉันก็เลยยอมใช้เวลากลับไปพัฒนาตัวเองค่อนข้างมาก ตอนนี้ดิฉันพร้อมสำหรับการทำงานอย่างจริงจังอีกครั้ง และคิดว่าจะใช้ความรู้ความสามารถให้เต็มที่และดีที่สุด ถ้าได้ทำงานที่นี่ ดิฉันไม่ลาออกง่ายๆ แน่ค

 

 

 

   ทำไมคุณถึงออกจากงานที่เก่า

                                                ตอนลาออกคุณอาจไม่ได้มีเหตุผลสวยหรูอะไรเลย เช่น งานน่าเบื่อ ที่ทำงานอยู่ไกลบ้าน เงินเดือนน้อย หัวหน้างานโหด คุณคงตอบตรงๆ แบบนั้นไม่ได้แน่ ถ้าอย่างนั้นเรามีคำแนะนำ
       “ทำงานแล้วรู้สึกว่าตัวเองยังขาดทักษะเรื่องภาษาจีน ทำงานไม่คล่อง เลยตัดสินใจว่าลาออกและไปเรียน ภาษาจีนอย่างจริงจัง ตอนนี้เรียนจบแล้วเลยกลับมาสมัครงานอีกครั้งคะ
       “อยากลองเปลี่ยนฟิลด์มาทำงานด้านประชาสัมพันธ์บ้างค่ะ (ถ้าคุณสมัครงานในตำแหน่งใหม่) สมัยเรียนได้เกรดค่อนข้างดี แล้วก็เป็นคนชอบพบปะพูดคุยกับคนค่ะ ชอบการเขียนข่าว แต่พอดีคราวที่แล้วบริษัทเก่าให้โอกาสเราได้ลองทำงานด้านครีเอทีฟ ซึ่งเป็นโอกาสที่ดี เลยคิดว่าขอลองทำดูก่อน แต่พอทำแล้วก็เลยค้นพบว่าเราอยากทำงานด้านประชาสัมพันธ์มากกว่า เลยลาออกค่ะ

 

 

 

    “ทำไมคุณถึงมาสมัครงานที่บริษัทเรา ซึ่งเป็นคู่แข่งกับบริษัทเดิมของคุณ

      คำถามนี้ต้องมีสติและตอบให้ดี ไม่อย่างนั้นคำตอบของคุณอาจจะทำให้รู้สึกเหมือนดูถูกบริษัทเก่าโดยไม่รู้ตัว

      “จริงๆ งานที่บริษัทเก่าให้ประสบการณ์ที่ดีมาก แต่เพราะอยากทำงานกับบริษัทใหญ่ที่เป็นต่างชาติดูบ้าง จะได้ทำติดต่องานกับตลาดที่กว้างขึ้น และได้พบปะคนที่หลากหลายขึ้นด้วยค่ะ
       “พอดีได้มีโอกาสศึกษาการทำงานที่นี่อยู่บ่อยครั้ง และพบว่าที่นี่ผู้บริหารเปิดโอกาสให้กับคนทำงานรุ่นใหม่ค่อนข้างมาก คิดว่าถ้าได้ทำงานที่นี่ก็น่าจะช่วยพัฒนาและเพิ่มความรู้ความสามารถได้อย่างเต็มที่
      

งานที่นี่ค่อนข้างหนักมาก กลับบ้านไม่เป็นเวลา บางทีต้องทำงานวันเสาร์ วันอาทิตย์ด้วย หลายคนลาออกไปเพราะชีวิตครอบครัวมีปัญหา คุณไม่กลัว ว่าจะเป็นแบบนั้นบ้างเหรอ

        เป็นคำถามเชิงจิตวิทยาที่ถ้าคุณคิดตามจะรู้สึกว่า ไม่น่ากลัวไปหน่อยเหรอแล้วถ้างานนี้ทำให้ฉันต้องเลิกกับแฟน ฉันคงอยู่ไม่ได้แน่ แต่ถ้าคุณอยากทำงานที่นี่จริงๆ ตอบไปเลยว่า
       “สมัยเรียนดิฉันทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยค่ะ ยอมรับว่าวันแรกๆ ก็ต้องปรับตัวพอสมควร แต่พองานสนุกมันเป็นพลังให้เราไม่ท้อ อีกอย่างถ้าเราไม่คิดว่านี่เป็นปัญหา แต่คิดว่าเป็นสิ่งท้าทาย ถ้าเราทำได้ทุกอย่างก็จะผ่านไปด้วยดี ซึ่งตอนนั้นก็ผ่านไปด้วยดีจริงๆ ค่ะ
      “ตอนทำงานที่เก่าดิฉันก็มีลักษณะคล้ายกันเลย บางคืนอาจต้องค้างออฟฟิศบ้าง บางทีต้องไปต่างจังหวัดไม่ได้กลับบ้านหลายวัน โชคดีว่าครอบครัวดิฉันเข้าใจดีว่าลักษณะงานของดิฉันต้องเป็นแบบนี้อยู่แล้ว ก็เลยไม่เคยบ่นหรือต่อว่าเรื่องเวลาทำงานของดิฉันเลย

 

 

 

แหล่งที่มา : นิตยสาร CLEO 

 

 

 

ไตร่ตรองก่อนตัดสินใจเข้าทำงาน

ไตร่ตรองก่อนตัดสินใจเข้าทำงาน

 

                                                                      ไตร่ตรองก่อนตัดสินใจเข้าทำงาน

 

 

 

สมมติว่าคุณได้ทำงานที่คุณต้องการจากบริษัทหนึ่ง งานที่ถูกใจคุณคงหาไม่ง่ายนัก

ดังนั้นการตัดสินใจทำงานจึงต้องมีความระมัดระวังอย่างยิ่ง

คำถามต่อไปนี้อาจเป็นแนวทางเพื่อประกอบการพิจารณารับงานของคุณ:-

 

 

 

                1.       หน้าที่รับผิดชอบในตำแหน่งงานที่คุณจะรับมีอะไรบ้าง

 

 

             2.       หากคุณได้ทุ่มเทความสามารถอย่างเต็มที่ งานที่จะรับให้โอกาสไปสู่ความก้าวหน้าหรือไม่

               

 

  3.       ข้อเสนอเงินเดือนพอรับได้หรือไม่

 

                             

  4.       บริษัทมีสวัสดิการอะไรบ้างให้พนักงาน  ขึ้นอยู่กับคุณว่าให้ความสำคัญกับเรื่องนี้หรือไม่

                                           

 

  5.       งานที่จะรับเป็นงานประจำ ที่มั่นคงหรือไม่ 

 

 

  6.       นโยบายของฝ่ายบุคคลและเงินรายได้พิเศษของบริษัทเป็นอย่างไร

             

 

  7.       เป็นองค์กรที่คุณควรให้ความซื่อสัตย์และจงรักภักดีหรือไม่                                                                     

                            

 

   8.       คุณมีความรู้สึกว่างานที่คุณจะได้รับเป็นงานที่น่าสนใจหรือไม่

                                          

 

   9.       เวลาทำงานเหมาะสมกับคุณหรือไม่

                                                 

 

 10.    มีปัญหาการเดินทางในวันทำงานหรือไม่

 

 

เมื่อคุณได้ตรวจสอบหัวข้อต่างๆ ที่คุณคิดว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจของคุณ และได้ตกลงใจที่จะรับงานแล้วคุณควรรีบตอบรับทันที  เพราะทางบริษัทย่อมต้องการบรรจุพนักงานอย่างรวดเร็ว 

 

รูปภาพประกอบจาก Internet        

                                

                                                             

5 ทัศนคติดีๆ ที่ควรมีในที่ทำงาน

ทัศนคติดี ที่ควรมีในที่ทำงาน

 

 

 

1. ไม่เป็นไร ผิดพลาดกันได้ ไม่ใช่เรื่องใหญ่


ทำงานผิดพลาดแล้วยังจะมานั่งโทษตัวเองให้เหนื่อยทำไม 
ให้กำลังใจตัวเองเพื่อทำงานชิ้นต่อไปดีกว่า ยิ่งเรามัวจมกับความผิดพลาดเดิม ๆ เราก็จะทำงานอื่นต่อไม่ได้ สู้เอาความผิดพลาดมาทำให้ถูกต้องในงานชิ้นใหม่ดีกว่า สัจธรรมของชีวิตที่ต้องจำไว้อย่างหนึ่งก็คือ ไม่มีใครจำเรื่องของคนอื่นนานหรอก ถึงใครจะว่าเรามากมายแค่ไหน แต่พอเดินพ้นหน้าเราไปเขาก็ต้องคิดเรื่องอื่นแทน แล้วเราจะมาลงโทษตัวเองอยู่ทำไม

 

 

2.งานไม่ได้หนักทุกวันสักหน่อย เดี๋ยวก็ได้พักแล้ว

เวลางานล้นมือเราอาจท้อ แต่ท้อไปงานก็ไม่เสร็จ ลุกมาทุ่มเททำให้เสร็จ ๆ ไปดีกว่า เหนื่อยแค่ไหนเดี๋ยวก็ได้พัก และสิ่งที่เราต้องทำเมื่องานเยอะ คือจัดระเบียบเส้นตายของงานแต่ละชิ้น เจรจาต่อรองถ้าคิดว่าจะไม่เสร็จตรงเวลา แล้วก็ค่อย ๆ ทำไปทีละงาน เดี๋ยวดีเอง


3. ถึงจะไม่เก่งงานนี้ แต่เราก็พยายามเต็มที่แล้ว

บ่อย ครั้งที่เราได้รับมอบหมายงานที่ไม่ถนัด ก็คิดเสียว่าไม่เป็นไร ทำให้เต็มที่ แต่ก่อนทำก็บอกคนที่มอบหมายหน่อยว่าไม่ค่อยถนัดนะ แต่จะทำเต็มที่        ผิดพลาดอะไรก็บอกได้ เขาจะได้ไม่คาดหวังมาก  แต่ถ้าทำออกมาแล้วดีก็ถือเป็นกำไร อย่าเสียใจที่ทำงานบางประเภทไม่เก่ง เพราะเราก็อาจจะเก่งในงานประเภทอื่นก็ได้ จำไว้ว่าปลาอาจจะว่ายน้ำเก่งกว่าลูกสุนัข แต่ปลาก็วิ่งไม่ได้เหมือนกัน ถ้าปลาตัวหน่งจะโดดขึ้นมาบนบกแล้วคืบคลานจนถลอกปอกเปิกก็คงไม่มีใครว่าอะไร พราะมันเป็นปลาจริงไหม


4.ใครจะว่าอะไรก็ช่าง ถ้าเราไม่ได้เป็นอย่างนั้นก็พอแล้ว


เคยได้ยินคนพูดเรื่องการติดฉลากไหม การติดฉลากก็คือ การประทับตราว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร เพื่อให้ง่ายต่อการจัดประเภท ทีนี้ปัญหาอยู่ที่ว่าถ้าติดฉลากถูกก็ดีไป แต่ถ้าเมื่อไหร่ติดฉลากผิด สิ่งนั้นก็จะไม่ใช่สิ่งที่เป็นตามฉลากก็เท่านั้น ในหลักการเดียวกัน ถ้าใครมาว่าคุณสารพัดเรื่องแต่ถ้าคุณไม่ได้เป็นอย่างเขาบอก ก็ไม่เห็นจะต้องคิดมากกับฉลากที่เขาเอามาติดไว้ ถ้าคุณเป็นน้ำตาล แล้วเขาเอาฉลากน้ำปลามาติดให้ก็ไม่ใช่ปัญหาของคุณ เขาเองต่างหากที่คิดผิด

 

5.ให้เกียรติงานที่ทำด้วยการทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่

 

อย่าบ่นว่าไม่ชอบงาน นึกถึงกระเป๋ารถเมล์ที่ยิ้มแย้มแจ่มใสสิ แล้วเปรียบเทียบกับเราที่นั่งบ่นอยู่นั่นแล้วว่าเหนื่อย ไม่สนุก ถามว่างานหรือเปล่าที่ทำให้เราทุกข์จริง ๆ แล้วเราต่างหากที่ทำให้ตัวเองเป็นทุกข์ เพราะนั่งพร่ำบ่นกับสิ่งที่ไม่ได้ดังใจ ถ้าใครด้ทำงานที่ชอบก็ดีไป แต่อย่าลืมว่างานที่ชอบก็มีด้านที่ทำให้เราเหนื่อยได้เหมือนกันใช่ว่าหนทางการทำงานจะปูด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป สิ่งที่เราควรคิดก็คืองานคือสิ่งที่ทำให้เราใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่า อย่าดูถูกงานของ      ตัวเอง ไม่เช่นนั้นเราก็ดูถูกตัวเองด้วยที่เลือกทำงานนั้น อย่าลืมว่าเราต่างหากที่เป็นคนเลือกที่จะทำหรือไม่ทำ ดังนั้นทำงานที่เราเลือกในเวลานั้น ๆ

 

 

แหล่งข้อมูล: e-mail จากเพื่อนสมาชิก job-passport ขอบคุณสำหรับบทความดีๆ นะครับ

 

 รูปภาพประกอบจาก Internet

  

 

50 คำถามสำหรับการสัมภาษณ์งาน ตอนที่ 4

50 คำถามสำหรับการสัมภาษณ์งาน ตอนที่ 4

 

 

 

 

 

41. หากคุณเป็นผู้จ้างคนมาทำงานในตำแหน่งนี้ คนแบบไหนที่คุณจะมองหา

ให้ระวังและระบุบุคลิกลักษณะที่น่าจะต้องการและคุณเองก็มีสิ่งนั้น ๆ ด้วย

 42. คุณคิดว่าคุณมีคุณสมบัติเกินกว่าตำแหน่งที่สัมภาษณ์หรือเปล่า

ไม่ว่าคุณสมบัติที่ระบุไว้สำหรับตำแหน่งนี้จะว่าอย่างไร คุณควรตอบว่า คุณเป็นคนที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อม และเหมาะสมกับตำแหน่งนี้

 43. คุณมีอะไรที่จะนำเสนอเพื่อชดเชยเนื่องจากคุณขาดประสบการณ์

สิ่งแรก หากคุณมีประสบการณ์ในลักษณะงานที่ถูกสัมภาษณ์โดยที่ผู้สัมภาษณ์คุณไม่ทราบมาก่อน ให้คุณบอกออกไปเลย หรือถ้าหากคุณไม่มีประสบการณ์มาก่อนจริง ให้ตอบว่าคุณเป็นคนทำงานหนัก และเรียนรู้เร็ว

 44. คุณคิดว่าเจ้านายที่ดีควรเป็นอย่างไร?

ควรกล่าวไปในทางบวกและกว้าง เช่น เป็นคนที่มีความรู้เพียบพร้อม มีอารมณ์ขัน ยุติธรรม จริงใจต่อลูกน้อง และมีมาตรฐานสุง เป็นต้น เจ้านายทุกคนต่างคิดว่าตนเองมีคุณสมบัติเหล่านี้

 45. บอกถึงตอนที่คุณช่วยแก้ปัญหาการไม่ปรองดองกันของผู้อื่น

ให้คุณเล่าเหตุการณ์หนึ่ง ๆ โดยเน้นแนวทางการและวิธีแก้ปัญหาของคุณ ไม่ใช่เน้นในตัวปัญหา

 46. ตำแหน่งใดในทีมที่คุณอยากจะทำมากที่สุด เมื่อได้รับมอบหมายให้ทำโครงการหนึ่งๆ

ให้ตอบอย่างซื่อสัตย์ หากคุณสบายใจที่จะได้ทำในหลายตำแหน่งที่ต่างกัน ก็บอกกับผู้สัมภาษณ์ได้

 47. คติพจน์ในการทำงานของคุณคืออะไร

ให้เน้นไปที่ประโยชน์ขององค์กร เช่น ความตั้งใจที่จะทำงานให้สำเร็จ และการทำงานหนักแต่สนุกไปกับงาน เป็นต้น

 48. อะไรที่ทำให้คุณผิดหวังในอาชีพการงานที่สุด

ให้กล่าวถึงสิ่งที่เกินกว่าคุณจะควบคุมได้ แสดงการยอมรับกับมันโดยไม่มีทัศนคติในแง่ลบ

 49. บอกถึงตอนที่ทำคุณรู้สึกสนุกกับงานที่สุด

ให้คุณตอบว่าคุณสนุกสนานกับการประสบความสำเร็จในงานที่คุณทำเพื่อองค์กรของคุณ

 50. คุณมีคำถามอะไรเพิ่มเติมหรือไม่

ควรเตรียมตัวกับคำตอบข้อนี้ คำถามนั้นควรเกี่ยวข้องกับตำแหน่งงานและความรับผิดชอบของคุณ เช่น หากคุณได้ทำงานที่นี่คุณต้องใช้เวลาแค่ไหน จึงจะมีส่วนร่วมในการผลิตผลงานได้ หรือโครงการใดบ้างที่คุณจะสามารถเข้าไปช่วยได้

 

 ขอให้คุณโชคดี ในการสัมภาษณ์งาน

ข้อมูลอ้างอิงจาก http://www.jobinterviewquestions.org

50 คำถามสำหรับการสัมภาษณ์งาน ตอนที่ 3

50 คำถามสำหรับการสัมภาษณ์งาน ตอนที่ 3

 

 

 31. บอกถึงความสามารถของคุณในการทำงานภายใต้แรงกดดัน

คุณอาจตอบไปว่าคุณเรียนรู้ที่จะทำงานให้ได้ดีในบางสภาวะที่มีความกดดัน โดยยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับลักษณะงานที่คุณกำลังสัมภาษณ์อยู่

 32. ทักษะประสบการณ์ของคุณเหมาะกับตำแหน่งนี้หรืออีกตำแหน่งหนึ่งมากกว่า

ควรตอบว่า คุณคิดว่าคุณเหมาะกับตำแหน่งที่คุณสัมภาษณ์อยู่ อย่าทำให้เกิดข้อสงสัยว่าคุณอาจต้องการงานอีกหนึ่งมากกว่างานที่คุณสัมภาษณ์อยู่

 33. อะไรเป็นแรงจูงใจให้คุณทำงานอย่างดีที่สุด

ควรแสดงคำตอบที่แสดงให้เห็นถึงบุคลิกลักษณะของคุณ ตัวอย่างที่ดีได้แก่ ความท้าทาย การประสบความสำเร็จ การได้รับการยอมรับ

 34. คุณยินดีที่จะทำงานล่วงเวลาหรือไม่ ทำงานกะกลางคืนหรือวันสุดสัปดาห์ได้หรือไม่

ข้อนี้ขึ้นอยู่กับตัวคุณเอง ให้คุณตอบไปตามตรง

 35. คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าคุณประสบความสำเร็จกับงาน

มีหลายวิธีที่จะประเมินว่าคุณประสบความสำเร็จ เช่น คุณได้ตั้งมาตราฐานของตัวคุณเองไว้สูงและสามารถทำได้ตามนั้น ผลงานที่คุณทำได้รับความสำเร็จ เจ้านายคุณเอ่ยบอกว่าคุณประสบความสำเร็จ
 36. คุณจะย้ายไปต่างพื้นที่ได้หรือไม่ หากงานนั้นจำเป็นต้องให้คุณย้ายไป

หากคุณคิดว่าอาจต้องมีการย้ายพื้นที่ คุณควรคุยกับครอบครัวของคุณเกี่ยวกับเรื่องนี้ก่อนการมาสัมภาษณ์ อย่าตอบว่าคุณย้ายไปได้เพียงเพื่อให้ได้งานนี้ ในเมื่อคำตอบที่จริงคือคุณย้ายไปไม่ได้ ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาหลายๆ อย่างตามมาทีหลังในการทำงานของคุณ จงซื่อสัตย์กับตัวเองและป้องกันตัวเองจากความเสียใจในอนาคต

 37. คุณเต็มใจที่จะให้ความสำคัญกับงานมากกว่าเรื่องส่วนตัวใช่หรือไม่

ข้อนี้เป็นคำถามทดสอบความซื่อสัตย์และการอุทิศตนให้กับงานโดยตรง ไม่ต้องเป็นกังวลถึงหลักจริยธรรมหรือหลักปรัชญา ให้ตอบว่าไปเลยว่าใช่

 38. อธิบายสไตล์การบริหารงานของคุณ

ให้หลีกเลี่ยงคำจำกัดความต่างๆ   เช่นคำว่า แบบก้าวหน้า แบบนักการขาย หรือแบบใช้ความเห็นเอกฉันท์ สามารถตีความได้หลายความหมายหรือลักษณะ ขึ้นอยู่กับว่าคุณฟังมาจากผู้เชี่ยวชาญคนใด การตอบว่าแบบขึ้นกับสถานการณ์ มักได้ผลเสมอ เพราะคุณจะบริหารงานโดยขึ้นอยู่กับสถานการณ์ การระบุสไตล์การบริหารแบบใดแบบหนึ่งอาจไม่เหมาะกับทุกๆ เรื่อง

 39. คุณเรียนรู้อะไรจากความผิดพลาดในงาน

คุณควรมีตำตอบสำหรับข้อนี้  ถ้าไม่อยากทำให้ตัวเองหมดความน่าเชื่อถือ คุณควรกล่าวถึงความผิดพลาดเล็ก ๆ พร้อมกับแง่ดีของสิ่งที่คุณได้เรียนรู้ เป็นต้นว่า คุณทำงานไปเร็วกว่าเพื่อนร่วมงานในโครงการหนึ่ง ๆ ทำให้คุณทิ้งห่างจากเพื่อร่วมงาน ซึ่งคุณจะไม่ทำอีก เพราะคุณเป็นคนที่ต้องการทำงานเป็นทีม

 40. คุณมีจุดบอดหรือไม่

ข้อนี้เป็นคำถามหลอก หากคุณรู้ว่าอะไรคือจุดบอดมันก็จะไม่ใช่จุดบอดอีกต่อไป อย่าเปิดเผยเรื่องส่วนตัวให้ผู้สัมภาษณ์ทราบ ให้ผู้สัมภาษณ์เป็นผู้สังเกตหาจุดเสียคุณฝ่ายเดียว อย่าไปแนะแนวให้เขารู้

 

 

  

ติดตามอ่านต่อได้ใน 50 คำถามสำหรับการสัมภาษณ์งาน ตอนที่ 4

ข้อมูลอ้างอิงจาก http://www.jobinterviewquestions.org

50 คำถามสำหรับการสัมภาษณ์งาน ตอนที่ 2

50 คำถามสำหรับการสัมภาษณ์งาน ตอนที่ 2

 

 

 16. ถ้าตอนนี้คุณมีเงินมากพอที่จะเกษียณ คุณจะเกษียณเลยหรือไม่

คุณจะตอบว่าใช่ก้อได้ แต่ในเมื่อคุณยังต้องการทำงาน นี่ก็คืองานที่คุณอยากจะทำ อย่าตอบว่าใช่ถ้าคุณไม่ได้ต้องการอย่างนั้นจริงๆ

 17. คุณเคยโดนให้ออกจากงานหรือไม่

ให้คุณตอบตามความเป็นจริง ถ้าหากว่าเคย ให้ตอบอย่างซื่อสัตย์ เพียงสั้นๆ และหลีกเลี่ยงการพูดจาเชิงลบเกี่ยวกับองค์กรหรือคนในองค์กรนั้น ๆ

 18. ถ้าหากว่าคุณได้มาเป็นพนักงานในองค์กรแล้วคุณจะทำอะไรให้กับองค์กรได้บ้าง

คุณควรแสดงอาการกระตือรือร้นในการตอบคำถามนี้ เพราะเป็นคำถามที่ให้โอกาสคุณได้แสดงจุดแข็งของคุณ ให้เชื่อมความสามารถนั้นเข้ากับตำแหน่งงานที่คุณจะได้รับมอบหมาย โดยใช้จิตนาการว่าคุณได้รับตำแหน่งนั้นเรียบร้อยแล้ว

 19. ทำไมเราถึงควรจะจ้างคุณ 
ชี้ให้ผู้สัมภาษณ์เห็นถึงจุดแข็งของคุณที่จะเป็นประโยชน์แก่องค์กร อย่ากล่าวถึงคู่แข่งขันเพื่อเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นเป็นอันขาด

 

 20. มีเรื่องอะไรที่คุณได้เคยเสนอแนะบ้างไหม

คุณควรเตรียมคำตอบที่ดีไว้ และควรมั่นใจว่าข้อแนะนำที่คุณเคยให้นั้นเป็นที่ยอมรับ เป็นประโยชน์ และปฏิบัติใช้ได้อย่างประสบความสำเร็จ ยิ่งเป็นข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้องกับลักษณะงานใหม่ที่คุณกำลังสัมภาษณ์ก็จะเป็นประโยชน์กับคุณมากยิ่งขึ้น

 

 21. เพื่อนร่วมงานทำอะไรให้คุณรู้สึกหงุดหงิดบ้าง

ข้อนี้เป็นคำถามหลอก พยายามคิดให้ดีแต่ให้ตอบว่าคุณไม่สามารถบอกได้ว่าอะไรที่ให้คุณรู้สึกหงุดหงิด ให้คำตอบสั้น ๆ ที่แสดงให้เห็นว่าคุณเข้ากับเพื่อนร่วมงานได้ดี

 

 22. จุดแข็งของคุณคืออะไร

ตอบยิ่งมากก็ยิ่งดี พูดถึงเพียงแค่แง่บวก ยกตัวอย่างเช่น คุณสามารถจัดลำดับความสำคัญของงานได้ คุณมีทักษะในการแก้ปัญหา คุณสามารถทำงานท่ามกลางความกดดัน มีความสามารถในการทำและดูแลงานหลาย ๆ งานในเวลาเดียวกันได้  มีความเป็นมืออาชีพ ความเป็นผู้นำ และมีทัศนคติที่ดีในการทำงาน

 

 23. งานในฝันของคุณเป็นอย่างไร

ไม่ดีแน่ที่จะระบุงานเฉพาะเจาะจงลงไป แต่ถ้าคุณตอบว่างานนี้แหละคือสิ่งทีใฝ่ฝัน ก็ดูจะพยายามสร้างคะแนนนิยมจนเกินไป แล้วถ้าตอบงานอื่นเป็นงานในฝัน  ก็จะทำให้ผู้สัมภาษณ์คลางแคลงใจว่าคุณคงจะไม่พอใจงานตำแหน่งนี้หากจ้างคุณขึ้นมา คำตอบที่ดีที่สุดควรเป็นคำตอบที่เรียบง่ายและเป็นกลาง เช่น เป็นงานที่ทำแล้วรักงานนั้น  มีผู้ร่วมงานที่ดี  ได้มีส่วนช่วยเหลือในงาน และทำให้รู้สึกว่าอยากไปทำงาน

 

 24. ทำไมคุณจึงคิดว่าคุณจะสามารถทำงานที่นี่ได้ดี

ให้เหตุผลหลาย ๆ อย่างเช่น ทักษะ ประสบการณ์ และความสนใจพิเศษที่เอื้อประโยชน์กับบริษัท

 

 25. อะไรคือสิ่งที่คุณต้องการจากงานที่คุณทำ

โปรดดูคำตอบในข้อ 23

 

 26. คนแบบไหนที่คุณไม่อยากทำงานด้วย

อย่าพูดถึงข้อเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่เป็นสาระ  ให้ระมัดระวังคำตอบข้อนี้ ที่อาจทำให้ดูไม่รักองค์กร รวมไปถึงความรุนแรงและการฝืนกฎ  การพูดเพ่งเล็งเรื่องที่เล็กน้อยก็จะทำให้คุณดูเหมือนเป็นคนขี้บ่นไป

 

 27. สำหรับคุณแล้วอะไรที่สำคัญกว่ากันระหว่างเงินและงาน

เงินเป็นปัจจัยสำคัญเสมอ แต่งานเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด” ไม่มีคำตอบใดที่จะดีกว่านี้แล้ว


 28. เจ้านายคนก่อนของคุณพูดถึงจุดแข็งของคุณว่าอย่างไร?

มีข้อดีมากมายที่คุณสามารถนำมาตอบ ตัวอย่างเช่น ซื่อสัตย์ ขยัน มีทัศนคติที่ดี มีความเป็นผู้นำ ทำงานเป็นทีมได้ดี มีความเป็นมืออาชีพ มีความคิดริเริ่ม อดทน ทำงานหนัก มีความคิดสร้างสรรค์ รู้จักแก้ปัญหา


 29. เล่าให้ฟังถึงปัญหาที่คุณมีกับเจ้านาย

คำถามข้อนี้เป็นกับดักที่ใหญ่ที่สุด มันเป็นการทดสอบเพื่อดูว่าคุณจะพูดถึงเจ้านายในแง่ลบหรือไม่ ถ้าคุณเผลอบอกปัญหาที่คุณเคยมีกับเจ้านายคนก่อน คุณอาจตกไปอยู่ในลำดับล่างๆ ในกลุ่มผู้สัมภาษณ์งานนี้ ให้คุณพูดในแง่ดี หรือแกล้งทำเป็นจำไม่ค่อยได้เมื่อคิดถึงปัญหากับนายเก่า


 30. อะไรที่ทำให้คุณคิดอยากเปลี่ยนงาน

อย่าพูดในแง่ลบ มีคำตอบที่ปลอดภัยที่มีน้อยแต่สามารถใช้ตอบได้ เช่น งานที่ทำไม่ค่อยท้าทาย คุณถูกให้ออกจากงานเพราะบริษัทพลาดงานใหญ่ไปจึงต้องลดจำนวนพนักงาน การตอบในทำนองนี้จะช่วยให้คุณดูเป็นคนที่มีความรับผิดชอบ

 

 

ติดตามอ่านต่อได้ใน 50 คำถามสำหรับการสัมภาษณ์งาน ตอนที่ 3”

ข้อมูลอ้างอิงจาก http://www.jobinterviewquestions.org

50 คำถามสำหรับการสัมภาษณ์งาน

50 คำถามสำหรับการสัมภาษณ์งาน

 

คำถามมากมายได้ถูกนำมาใช้ในการสัมภาษณ์งาน วิธีที่ดี่ที่สุดในการเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการสัมภาษณ์งานก็คือการคาดเดาคำถามเหล่านั้น คิดหาคำตอบ และหมั่นฝึกซ้อม

job-passport.com ได้รวบรวม 50 คำถามที่คุณสามารถพบได้ในการสัมภาษณ์งานพร้อมกับข้อแนะนำในการตอบคำถามเหล่านั้นมาให้คุณที่นี่ ถึงแม้คำถามทั้งหมดจะไม่ถูกนำมาถามในการสัมภาษณ์งานครั้งหนึ่งๆ แต่หากคุณได้เตรียมตัวมาเป็นอย่างดี คุณก็สามารถทำให้ผู้สัมภาษณ์ประทับใจในตัวคุณได้!

 

 1.   ลองเล่าประวัติของคุณแบบย่อ ๆ

คำถามนี้เป็นคำถามที่พบบ่อยที่สุดในการสัมภาษณ์งาน คุณควรเตรียมบทพูดสั้นๆ ไว้ในใจ ระวังอย่าให้ดูเหมือนกับคุณท่องมา ควรกล่าวถึงเรื่องที่เกี่ยวกับการทำงาน นอกจากผู้สัมภาษณ์จะถามถึงเรื่องอื่น ให้กล่าวถึงงานที่คุณเคยทำและความเหมาะสมกับงานด้านที่คุณสมัครไว้ โดยเริ่มจากงานแรกที่คุณเคยทำ และงานถัดๆ มา จนถึงงานปัจจุบันของคุณ

 2.   ทำไมคุณถึงออกจากงานที่เคยทำอยู่

ให้พูดถึงแต่แง่บวก ไม่ว่าสถานการณ์ใดก็ตาม ที่สำคัญห้ามเอ่ยถึงปัญหาสำคัญกับทางฝ่ายบริหารจัดการ และไม่พูดถึงหัวหน้า เพื่อนร่วมงาน หรือบริษัทเก่า ในแง่เสียหายเด็ดขาด เพราะจะกลายเป็นคุณเองนั่นแหละที่ดูไม่ดีในสายตาผู้สัมภาษณ์  คุณควรยิ้มในขณะที่ให้เหตุผลในทางที่ดี เช่น นี่เป็นโอกาสเรียนรู้ถึงงานสายใหม่ หรือเป็นเหตุผลที่ดีต่ออนาคตของคุณ

 3.   คุณมีประสบการณ์อะไรเกี่ยวกับงานในสายนี้บ้าง

ให้คุณเฉพาะเจาะจงถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งงานที่คุณสมัครไว้ ถ้าคุณไม่มีประสบการณ์โดยตรงก็พยายามพูดสิ่งที่ใกล้เคียงที่สุดเท่าที่จะทำได้

 4.   คุณคิดว่าตัวคุณประสพความสำเร็จหรือไม่

คุณควรตอบเสมอว่าคุณประสพความสำเร็จ และให้เหตุผลสั้นๆ คำอธิบายที่ดีคือ คุณได้ตั้งเป้าหมายของคุณไว้ และคุณก็ทำสำเร็จไปบ้างแล้ว และคุณก็ยังคงอยู่บนเส้นทางที่จะทำให้ตัวเองบรรลุเป้าหมายที่เหลือด้วย

 5.   เพื่อนร่วมงานพูดถึงตัวคุณว่าอย่างไร

เตรียมคำพูดจากเพื่อนร่วมงานของคุณสักหนึ่งหรือสองคน ทั้งคำที่มาจากปากของเพื่อนร่วมงานโดยตรง หรือข้อความที่ถ่ายทอดออกมา

 6.   คุณรู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับบริษัทของเราบ้าง

คำถามนี้เป็นเหตุผลหนึ่งที่คุณต้องค้นคว้าเกี่ยวกับบริษัทนั้นๆ ก่อนจะถึงวันสัมภาษณ์งาน หาข้อมูลความเป็นมาและจุดมุ่งหมายของบริษัท อะไรคือปัญหาของบริษัท และใครคือผู้บริหารที่มีบทบาทสำคัญในองค์กร

 7.   คุณได้ทำอะไรบ้างเพื่อพัฒนาความรู้ของคุณในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา

พยายามรวบรวมกิจกรรมที่พัฒนาตัวของคุณซึ่งเกี่ยวข้องกับการทำงาน คุณสามารถกล่าวถึงกิจกรรมแบบต่างๆ มากมายที่ทำให้คุณพัฒนาไปในทางที่ดี คุณควรเตรียมกิจกรรมดีๆ ไว้กล่าวถึงอย่างน้อยสักอย่างหนึ่ง

 8.   คุณสมัครงานที่อื่นไว้ด้วยหรือเปล่า

ตอบไปตามตรง แต่อย่าใช้เวลาพูดถึงในส่วนนี้มากนัก ให้ใจของคุณจดจ่ออยู่กับงานนี้และสิ่งที่คุณสามารถทำให้กับบริษัทนี้ได้ นอกนั้นจะเบี่ยงเบนความสนใจของคุณ

 9.   ทำไมคุณจึงอยากทำงานที่นี่

ในการตอบข้อนี้จะต้องใช้ความคิดและต้องเป็นคำตอบที่มาจากการหาข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทด้วย ความจริงใจเป็นส่วนประกอบสำคัญซึ่งผู้สัมภาษณ์สามารถรู้สึกถึงมันได้ง่ายดาย  ตอบโดยเชื่อมโยงให้เข้ากับเป้าหมายการทำงานในระยะยาวของคุณ

 10.   คุณรู้จักใครที่ทำงานในบริษัทของเราหรือเปล่า

ควรระวังเรื่องนโยบายเกี่ยวกับการมีคนในครอบครัวทำงานอยู่ในบริษัท เพราะอาจส่งผลกระทบต่อคำตอบของคุณ  ถึงแม้ผู้สัมภาษณ์จะถามถึงเพื่อน ไม่ใช่ญาติ ระวังว่าควรจะพูดถึงเพื่อนเท่านั้นในกรณีที่ถ้าเพื่อนคนนั้นเป็นคนที่น่าคบคนหนึ่ง

 11.   คุณต้องการเงินเดือนเท่าไหร่

เป็นเรื่องที่ยากมาก ในการตอบคำถามนี้ คุณอาจพลาดงานนี้ได้ถ้าคุณตอบไปในทันที ดังนั้นอย่าเพิ่งตอบ แต่ให้พูดทำนองว่า นั่นเป็นคำถามที่ยากทีเดียว คุณช่วยบอกผมได้ไหมว่าอัตราเงินเดือนของตำแหน่งนี้อยู่ในช่วงเท่าไหร่   โดยทั่วไปแล้วผู้สัมภาษณ์จะบอกคุณ ถ้าผู้สัมภาษณ์ไม่บอกคุณสามารถตอบไปได้ว่าขึ้นอยู่กับรายละเอียดของงาน แล้วจึงให้คำตอบเป็นช่วงอัตราเงินเดือนกว้างๆ

 12.   คุณทำงานเป็นทีมได้ไหม

คุณทำงานเป็นทีมได้แน่นอนอยู่แล้ว เตรียมยกตัวอย่างเอาไว้ด้วย เจาะจงถึงสิ่งที่คุณมักจะทำได้ดีในการทำงานเป็นทีมมากกว่าการทำคนเดียว ซึ่งจะแสดงให้เห็นถึงทัศนคติของคุณในการทำงานเป็นทีม สิ่งที่สำคัญคือ อย่าพูดโอ้อวด เพียงแต่พูดด้วยน้ำเสียงที่เหมือนบอกเล่าเรื่องทั่วๆ ไป

 13.   คุณคิดว่าจะทำงานกับเราได้นานแค่ไหน

การระบุเวลาอาจเป็นคำตอบที่ไม่ดี คุณควรให้คำตอบในทำนองว่า ผมอยากทำงานที่นี่นานๆ ครับ หรือนานเท่าที่ทั้งผมและบริษัทเห็นว่าผมยังทำงานได้ดีอยู่

 14.   คุณเคยไล่พนักงานออกหรือเปล่า คุณรู้สึกอย่างไรกับเรื่องนี้

นี่เป็นคำถามที่ต้องจริงจัง อย่าแสดงให้เห็นว่ามันเป็นเรื่องง่ายหรือเป็นสิ่งที่คุณชอบที่จะทำ แต่ในขณะเดียวกันคุณก็จะทำเมื่อมันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เมื่อมันเป็นเรื่องระหว่างองค์กรกับตัวบุคคลหนึ่งๆ ซึ่งเป็นบุคคลที่สร้างสถานการณ์ที่เป็นปัญหา คุณก็ต้องปกป้ององค์กรของคุณ จำไว้ว่าการไล่คนออกนั้นไม่เหมือนกับการลดจำนวนบุคลากร

 15.   หลัก หรือปรัชญาในการทำงานของคุณคืออะไร

ผู้สัมภาษณ์ไม่ได้ต้องการคำตอบที่ยาว หรือบทความที่งดงามในข้อนี้ คุณรู้สึกตั้งใจจริงในการทำงานให้สำเร็จลุล่วงหรือเปล่า ถ้าใช่ นั่นก็คือคำตอบที่ดีที่สุด สั้นๆ และเป็นแง่บวก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อองค์กร

 

ติดตามอ่านต่อได้ใน “50 คำถามสำหรับการสัมภาษณ์งาน ตอนที่ 2”

ข้อมูลอ้างอิงจาก http://www.jobinterviewquestions.org